พระรับเงินผิดไหม ย้อนกลับไปดูจุดตั้งต้น

" ...ตั้งแต่ 100 ปี หลังพุทธปรินิพพานเป็นต้นมา เราก็ไม่รู้แล้วว่า ณ เวลาใด หรือเพราะอะไร ที่เป็นเหตุให้โยมถวายเงิน พระก็รับเงินจนเป็นเรื่องปกติ..."


ในสมัยพุทธกาล

เคยมีเรื่องของเงินที่เกี่ยวข้องกับพระเกิดขึ้นก็คือ 

มีสาธุชนศรัทธาพระที่คุ้นเคยกัน จึงนิมนต์ไปฉันที่บ้านเป็นประจำ แต่บังเอิญวันนั้นไม่มีอาหาร เขาเลยบอกว่าจะถวายค่าอาหารให้พระ 1 กหาปณะ พระก็ถามโยมว่าเงินนี้บริจาคใช่ไหม เขาบอกว่าใช่ พระจึงรับเงินนั้นมา
จึงมีโยมมาตำหนิว่า ทำไมพระถึงรับเงินเหมือนเขาเลย เหมือนกับว่าถ้าโยมอยากได้เงินทองเขาต้องออกไปทำมาหากิน แต่พระไม่ได้ทำมาหากินก็ยังอยากได้เงินทองเหมือนกับโยม 

พอเทียบเคียงเพศภาวะ ของพระกับโยมแล้ว ดูเหมือนสถานะมันเสมอกัน พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงบัญญัติสิกขาบทไม่ให้พระรับเงินซึ่งหมายรวมตั้งแต่

1.   รับเองไม่ได้

2.   ให้คนอื่นรับแทนก็ไม่ได้

3.   ยินดีว่าทรัพย์นั้นเป็นของเราก็ไม่ได้

เพราะฉะนั้นการรับเงินในพุทธกาลจึงเป็นเรื่องที่ผิดแทบจะทุกกรณี 


แต่ก็ยังมีกรณียกเว้น

เฉพาะเจาะจงเรื่องจีวรเท่านั้น คือถ้ามีโยมอยากถวายจีวรให้พระ แล้วถวายเป็นเงินมา พระให้ไวยาวัจกรมารับแทนจากนั้นก็นำไปซื้อจีวรมาถวายท่าน

มีกรณีไหนบ้างที่พระรับเงินได้ 

ถ้าในคัมภีร์ หรือหลักฐานในพระไตรปิฎก ไม่ได้อธิบายเรื่องนี้ไว้เยิ่นยาว เพียงแต่มีบอกไว้ว่า หากมีคนเอาเงินมาให้พระ พระก็มีทางเลือกโดยการกำจัดออกไป หรือให้ไปเปลี่ยนเป็นอะไรที่พระสามารถใช้ได้

แต่ต้องรับผ่านโยมให้ไปจัดหาของมาให้ ถ้าไม่มีโยมทำให้พระก็ต้องสละปัจจัยให้สงฆ์เพื่อนำไปทิ้ง หรือแม้โยมเอาเงินไปเลยก็สามารถทำได้

ดังนั้น พระกับเงิน จึงเป็นของต้องห้ามจากกันแทบร้อยเปอร์เซ็นต์ ถ้าว่าตามวินัยไม่มีทางปฏิเสธได้

อะไรคือเหตุผล

ที่พระพุทธเจ้าไม่ให้พระรับเงิน ถ้าในสมัยพุทธกาลมีเหตุผลเดียวคือมีโยมติติง แต่ถ้าเรามองเหตุผลในหลายมิติมากขึ้นจะเห็นมุมอื่นๆ เช่น

1.     ยุคสมัยนั้น นักบวช ที่เคร่งครัดแทบทุกลัทธิจะ ไม่แตะต้องเงินทอง ถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติของนักบวชส่วนใหญ่  การรับเงินจึงเป็นเรื่องที่รับไม่ได้ในยุคนั้น

2.   คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มุ่งให้หลุดพ้นออกจากสังสารวัฏ อะไรที่เป็นกามสุขพระต้องละเพื่อยกจิตให้ไปสู่มรรคผลนิพพานได้ ดังนั้น ถ้าเงินมาอยู่ในมือพระๆ ท่านก็จะมีความเสี่ยงเพราะสามารถแสวงหาอะไรตามใจได้

3.  Speed ชีวิต ระดับความเร็ว หรือจังหวะการใช้ชีวิต ของพระในยุคนั้นกับโยมใกล้เคียงกันมาก จึงไม่มีความจำเป็นต้องใช้เงิน


จุดเริ่มต้นพระรับเงินเมื่อไหร่

จุดตั้งต้นของการที่พระรับเงินครั้งแรก คือช่วงที่มีการสังคายนาครั้งที่ 2 หลังจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพานไปแล้ว 100 ปี พระจำนวนมากที่แคว้นวัชชีมีความคิดตรงกันว่า

พระสามารถรับเงินได้

แต่ว่าเนื่องจากยุคนั้นยังมีพระอรหันต์อยู่ ซึ่งไม่เห็นด้วยในเรื่องนี้ ทำให้เกิดการสังคายนาทบทวนคำสอนกันใหม่ และให้คงสิกขาบทนี้เอาไว้ คือไม่รับเงินทอง

จากเหตุการณ์ครั้งนั้น

จึงทำให้เกิดคำถามว่า อาจจะมีเหตุอะไรบางอย่างที่ทำให้พระเป็นหมื่นรูป มีความคิดตรงกันที่ว่า พระน่าจะรับเงินได้ เพราะว่าร้อยปีผ่านไปพระอาจจะทำอย่างพุทธกาลไม่ได้ หรืออาจจะมีบางอย่างที่พระไม่สามารถหามาได้แล้วพระจึงต้องใช้เงิน

ตั้งแต่ พ.ศ. 100 เป็นต้นมา 

เรื่องนี้ก็ห่างหายไป จนเราก็ไม่รู้แล้วว่า ณ เวลาใด หรือเพราะอะไรที่เป็นเหตุให้ โยมถวายเงิน พระก็รับเงินจนเป็นเรื่องปกติ.!

รู้แต่ว่าพอมาถึงยุคสุโขทัยก็เริ่มมีการพูดถึงการถวายเงิน หรือปัจจุบันมี นิตยภัต ซึ่งก็คือ ปัจจัยหรือเงิน ที่พระมหากษัตริย์ท่านถวายให้พระ มีเรื่อยมาตั้งแต่อยุธยา รัตนโกสินทร์ จนกระทั่งปัจจุบันนี้ก็ยังมี นิตยภัต อยู่ 

หมายความว่า พระไม่ได้เป็นจุดตั้งต้นว่าคุณจงถวายเงินมา แน่นอนโยมก็ไม่ได้เป็นจุดตั้งต้นว่าจะถวายเงินหรือไม่ เพราะจุดตั้งต้นเรื่องการถวายเงินมีมาก่อนหน้าเรา 

เรื่องความเปลี่ยนแปลง

ในวันนี้กับสมัยพุทธกาล 

หลวงพี่เชื่อว่าถ้าโดยเจตนารมณ์ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อมาถึงจุดเปลี่ยนแปลงก็ต้องเปลี่ยน เพื่อจะรักษาความเป็นพระให้ยังมีความปลอดภัยอยู่ และคำนึงถึงประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นกับพระศาสนาด้วย

หลวงพี่ถึงพยายามคิดอยู่ตลอดว่า ถ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้ายังอยู่คงจะดีมากเลย เพราะท่านคงจะหาทางออกให้พวกเราว่าอะไรคือสิ่งที่เหมาะสมกับเราในยุคแบบนี้  แล้วจะต้องทำอะไรอย่างไรบ้าง 

วันนี้เงินทองส่งผลอะไรบ้าง 

ความจริงพระพุทธเจ้า ไม่ได้ปฏิเสธเรื่องการใช้เงินเพียงแต่ว่า ท่านปฏิเสธการเป็นมือที่หนึ่ง ในการเอาเงินนั้นมาใช้โดยตรง

ซึ่งถ้าถามวา่ เงินคือจุดที่ทำให้พระ เสียผู้เสียคนจนกระทั่งไม่มีทางบรรลุธรรมได้เลยหรือไม่ ก็คงไม่ใช่ เพราะไม่อย่างนั้นคงไม่มีโยมบรรลุธรรม เป็นพระอริยบุคคล เป็นพระอรหันต์ พระสกิทาคามี อนาคามี 

ดังนั้นมันจึงไม่เกี่ยวกับว่า มีเงิน แต่น่าจะเกี่ยวว่า เอาเงินนั้นไปทำอะไร เพราะมันจะกระทบโดยตรงกับ
ความเป็นพระในแง่ของจิตใจ และอารมณ์


เทียบเคียงเรื่องเงิน

กับต่างลัทธิ ต่างศาสนา

ลองมาดูกันว่าศาสนาที่เป็นความเชื่อหลักๆ ในโลกนี้ มีศาสนาอะไรบ้างที่วันนี้เขาไม่รับเงินเลย คำตอบ
คือไม่มี แสดงว่าโดยเกณฑ์ความเป็นนักบวชในยุคนี้กับพุทธกาล มันต่างกันไปมากแล้ว

ฉะนั้นมันต้องมีอะไรบางอย่างที่ทำให้ทุกๆ ความเชื่อ มีความรู้สึกว่า เงินเป็นส่วนหนึ่ง ที่ทำให้เขายังคงรักษาศาสนาของเขาเอาไว้ได้

บริบทของนักบวชในยุคนั้น Speed ชีวิตเขาเป็นยังไง ความรู้สึกของญาติโยมเป็นยังไง 

ถ้าวันนี้โยมมี speed ชีวิตอีกแบบหนึ่ง แล้วคุณจะให้พระใช้ speed ชีวิตในยุค 2500 ปีที่แล้ว มันไม่มีทางเป็นไปได้ พระพุทธศาสนาจะหายไปแน่นอน เพราะไม่มีใครมาบวชพระหรอก

คนที่เลื่อมใสก็จะค่อยๆ ถอยห่างออกมาจากพระพุทธศาสนา แล้วสุดท้ายจะไม่มีน้ำใหม่เข้ามา ซึ่งก็คือสาธุชนที่ฟังธรรมจนเกิดความเลื่อมใสอยากจะบวช

เพราะในยุคแบบนี้

คุณจะเผยแผ่ศาสนาออกไปยังไง คุณยังใช้เทียนไขอยู่ในวัด ไม่มีไฟฟ้า ไม่มีน้ำ ขนาดน้ำดื่มยังต้องซื้อเลยจะเดินไปขอตามบ้านเหรอ

ในวัดๆ หนึ่ง อย่างเช่นวัดพระธรรมกาย จะต้องมีไวยาวัจกรจำนวนเท่าไหร่ ถึงจะพอสำหรับพระหลายพันรูป สมมติวันนี้มีพระสัก 50 รูป ต้องแยกย้ายเดินทางไปกิจนิมนต์นอกวัดจะทำยังไง ท่านต้องขึ้นรถ ต้องจ่ายเงิน

ไปเบิกกับ ไวยาวัจกร ถ้าเขาถามคุณยินดีไหม ยินดีสิ...ก็จะเอาเป็นค่ารถ งั้นแสดงว่าคุณหวงแหน ถ้าไม่ยินดีไม่หวงแหนมีใครมาขอคุณก็ต้องให้หมดเลย เพราะฉะนั้นเงินที่คุณจับนี้ก็ เป็นอาบัติแล้ว 

ดังนั้นวิธีที่พระจะไปได้คือ 

ต้องมีไวยาวัจกรไปด้วย... 50 รูป ต้องการไวยาวัจกร 50 คน มันเป็นไปไม่ได้ ณ วันนี้ในยุคสมัยที่มันเป็นแบบนี้ที่เรา ต้องการความคล่องตัว แล้วก็ต้องอยู่ให้ได้

ไม่ใช่ว่าพระต้องการความหรูหรา ฟุ่มเฟือย สะสมเงินทอง ลองไปดูสิ สมเด็จพระสังฆราช เงินนิตยภัตท่าน 3 หมื่นกว่าบาท ถ้าเป็นระดับเจ้าคณะแค่พันสองพัน
 เงินที่ได้มาจากรัฐบาลนี่ โอ้โฮ...มันจิ๋วมาก เงินแค่นี้ทำให้พระรวยได้เหรอ?

แล้วพระดูแลวัดของท่านได้อย่างไร 

ท่านก็อาศัยศรัทธาญาติโยมที่เขามีต่อท่าน มีต่อวัด

เงินที่เข้ามาส่วนใหญ่ได้มาแล้วก็ใช้ไปในภาพรวมของวัด จ่ายค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าปฏิสังขรณ์สารพัดที่จำเป็นต้องใช้เงิน ถ้ามาบวชเป็นพระแล้วรวยทั้งหมด ป่านนี้ก็คงมาบวชกันทั้งแผ่นดิน

การที่มีคนพูดว่าเข้ามา บวชเป็นพระแล้ว ได้เงินได้ทองอยากบอกว่าคุณอย่าไปอิจฉาพระเลย ชีวิตพระไม่ใช่จะสบายแบบนั้นแล้วที่คุณบอกว่าพระนี่ใช้ของหรู มันไม่ใช่ว่าพระใช้ของหรู แต่โยมเขาถวายของหรู

คุณเอาไปเทียบกับความรู้สึกคุณมันไม่ถูก ในขณะโยมที่มีฐานะเขาถวายของดีๆ แบบนี้ แล้วเขาบอกแค่นี้เขาทำได้สบายๆ


ความจริงในเรื่องนี้

เป็นเรื่องที่คนรู้กันทั่วไปอยู่แล้ว

เพียงแต่ว่าเราจะอยากจะจับผิดกันจริงๆ มันก็ง่าย เพราะเป็นการไปเอาสิกขาบทเมื่อ 2500 ปีที่แล้ว เอาออกมาใช้ "มันก็จบ" 

เพราะว่าคุณไม่มีทางปฏิเสธได้ ถึงบอกว่าเวลาเรามองในเรื่องลักษณะแบบนี้อาจจะต้องมองหลายมิติ

ถ้าพระสงฆ์จะอยู่ต่อไปให้ได้ หมายความว่า ยังเป็นพระอยู่ได้ รักษาชีวิตของเราไว้ได้ เพื่อที่จะไปทำความดีแบบที่พระพุทธเจ้าท่านสอนได้ โดยที่เงินนี้ไม่ส่งผล หรือมีอิทธิพลต่อวิถีชีวิตของพระ

ในระดับที่จะทำให้หลุดออกไปจากเส้นทาง หรือว่าทำให้เราใจแตก พระต้องระวังเมื่อโยมถวายปัจจัยมา ต้องสำนึกแล้วว่าเราจะใช้เงินไปอย่างไร ให้ถูกวัตถุประสงค์

ความรู้สึกของโยมที่มี

ความห่วงใยพระศาสนาหลวงพี่เข้าใจ หลวงพี่รับได้ หลวงพี่เป็นพระหลวงพี่ก็รู้ ถ้าไม่ห่วงใยไม่มาบวชเอาชีวิตมาทิ้งไว้ตรงนี้ แล้วเงินที่ได้มาถ้าจะมองในภาพแบบของโยมมันก็เป็นอย่างที่โยมคิดเลย

หลวงพี่ถึงบอกว่านี่คือ ความเสี่ยงที่พระต้องแบกรับอยู่ แต่จะแบกรับอย่างไรให้ยังอยู่ได้ หรือยังคงสภาพวิถีชีวิตความเป็นพระในสังคมที่เป็น speed ชีวิตแบบนี้

เพราะถ้าพระยังมีความกังวล นั่นก็ไม่ได้นี่ก็ไม่ได้ คุณไม่ต้องไปแสวงหามรรคผลนิพพานแล้ว.!

เพราะตัวคุณเองยังกังวลอยู่กับตัวคุณเองเลย แล้วจะไปทำใจให้เข้าถึงโลกุตรธรรม มันทำไม่ได้เพราะจะต้องปลอดกังวลในลิมิตความเป็นพระ ที่จะต้องมักน้อยสันโดษอยู่ง่ายกินง่าย

แล้ว ณ วันนี้ ปฏิเสธไม่ได้

ว่า "เงิน" เป็นส่วนหนึ่งของการ ผลักดันงานเผยแผ่

เมื่อเป็นอย่างนี้ชาวบ้านชาวเมือง ก็ไม่มีใครปฏิเสธแล้วว่า เงินทองมีความจำเป็นในระดับหนึ่งแล้ว 

ประเด็นของ "พระรับเงิน"

มันจึงอยู่ตรงที่ เมื่อได้มาแล้วต้องทำให้ความเสี่ยงเวลา เงินอยู่กับพระ มีน้อยที่สุด

นั่นคือสิ่งที่พระต้องคิดให้เยอะ ซึ่งตรงนี้หลวงพี่ไม่เถียงนะว่าอาจจะมีพระส่วนหนึ่ง เอาเงินไปใช้ในวิธีที่มันถูกอันนี้ยอมรับว่ามันต้องมี

ก็ขึ้นอยู่กับวินิจฉัยของพระกับความเสี่ยงที่คุณต้องแบก คุณต้องรู้นะว่าจะเอาเงินนี้ไปใช้อะไร?

คลิกที่ภาพ ⏩ เพื่อรับชมวีดีโอ


ขอบคุณข้อมูลและภาพจาก
Fb เรื่องเล่าเข้าใจธรรม Live 7 ก.ค. 60
Fb ภาพดีๆ 072

พระรับเงินผิดไหม ย้อนกลับไปดูจุดตั้งต้น พระรับเงินผิดไหม ย้อนกลับไปดูจุดตั้งต้น Reviewed by สารธรรม on 07:25 Rating: 5

3 ความคิดเห็น:

  1. เรื่องนี้แก้ไม่ยาก ....

    พวกที่กล่าวหาพระ จงทำตนให้มีศรัทธาเหมือนอริยสาวกในสมัยพุทธกาลให้ได้ก่อนซิ...เช้าเข้าวัด ถวายบำรุงพระด้วยปัจจัยสี่ ตอนเย็นก็ถวายปานะ ฟังธรรม ปฏิบัติสมถวิปัสสนา ท่านหนึ่งๆ สามารถสร้างวัดวาอารามสวยงามใหญ่โต เพียงพอแก่การอยู่อาศัยและการเผยแผ่ พระไม่ต้องหาเงินมาสร้างซ่อมเอง...ทำให้ได้อย่างนี้ก่อนแล้วค่อยมาโจทย์โพทนาให้เสียภาพรวมพระพุทธศาสนาของตน...

    พวกที่กล่าวหาพระ ถ้าเป็นหญิง..หรือเป็นชายที่ไม่ได้บวชพระ ก็ลองมาอยู่วัด ปฏิบัติธรรม หาข้าวกินเอง ไฟฟ้าก็ไม่ต้องเปิด น้ำประปาในวัดก็ไม่ต้องใช้...เพราะสิ่งเหล่านี้พระท่านต้องจ่ายเป็นเงินให้รัฐหมด

    พวกที่กล่าวหาพระ ถ้าเป็นชาว..ก็ลองบวชดูนะ บิณฑบาต กวาดวัด ไฟฟ้าไม่ต้องใช้ น้ำประปาไม่ต้องสรง เจ็บป่วยก็ฉันมูตร(เยี่ยว)หรือคูถ(อุจจาระ)ของตนรักษาโรคก็แล้วกัน..เพราะสิ่งเหล่านี้ในปัจจุบันต้อนจ่ายเป็นเงินหมด....หรือถ้ามีคนถวายปัจจัยส่วนตัวก็ให้คฤหัสถ์คนอื่นเก็บไว้ให้ เวลาจะใช้ลองไปทวงถามดูซิว่าจะได้ไหม??? ยิ่งถ้าเงินจำนวนมากจะเป็นอย่างไร ไว้ใจได้ไหมคนสมัยนี้..หรือถ้าผู้รับเงินแทนตนเป็นคนดี..แต่เวลาเขาก็อาจจะไม่อำนวย เพราะไม่อาจจะอยู่กับตนได้ตลอด หรือถ้าอยากได้อะไรก็โทร.ไปบอกเขาบ่อยๆ ลองดูเอาเองก่อนนะ ว่าจะได้ไหม ? แล้วค่อยมาโจทย์มาบงการพระภายหลัง

    ตอบลบ
  2. เงินเข้าวัดเป็นเงินที่คนศรัทธาและตั้งใจให้ไว้ในพระพุทธศาสนา แต่คนที่จะมาช่วยใช้เงินวัดแบบผิดๆ จะแบกบาปมหันต์ไปด้วย

    ตอบลบ
  3. ถ้าเป็นวัด พระนักพัฒนา วัดต้องมีค่าใช้จ่าย พระมีเจตนาเพื่อบำรุงวัด รักษาพระศาสนา ก็จับปัจจัยได้เอย.

    ตอบลบ

ขับเคลื่อนโดย Blogger.